ลิปสติกแบบ “ทินต์” เป็นอันตรายหรือไม่?


ลิปสติกแบบทินต์ หรือที่สาวไทยบางคนก็มักจะใช้ น้ำยาอุทัย เป็นตัวทำให้ปากสีแดงระเรื่อ ทาแก้มได้ด้วย จนปัจจุบันมีผลิตออกมามากมายหลายยี่ห้อ เป็นทั้งแบบน้ำ แบบเจล เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวเลยจ้า วันนี้ Witch to Fairy Cosmetics เกิดสงสัยขึ้นมาว่า เอ๊ะ…ไอลิปสติกแบบทินต์ ที่เราใช้กันบ่อยๆ นั้น เป็นอันตรายหรือไม่ เลยจัดข้อมูลมาให้สาวๆได้อ่านกันจ้า

ลิปติ๊น-01

ลิปสติกแบบ “ทินต์” เป็นอันตรายหรือไม่?

ทิ๊น-01

มีข้อมูลของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข สรุปเป็นคำตอบ ดังนี้

เครื่องสำอางที่กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นอย่างหนึ่งคือ ทินต์ (tint) หรือ ลิปทินต์ (lip tint) ใช้ทาเพื่อให้ปากมีสีอมชมพู ระเรื่อ หรือออกโทนส้มอ่อน ดูแล้วให้ความรู้สึกว่าเป็นคนสุขภาพดี มีเลือดฝาดดี มีความสวยเป็นธรรมชาติ จึงมีผู้ผลิตออกมาจำหน่ายหลากหลายยี่ห้อ วางขายตั้งแต่ห้างร้านราคาแพงลงไปถึงตามตลาดนัดราคาถูก

ทิ๊น2-01

อย่างไรก็ตาม การใช้ทินต์ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะมีโอกาสที่ผู้ใช้จะกลืนกินสีที่เป็นส่วนผสมในเจลทินต์เข้าไปในร่างกายง่ายกว่า เนื่องจากใช้ทินต์ป้ายเข้าไปในริมฝีปากด้านในทั้งบนและล่าง ซึ่งเป็นเยื่อบุที่บอบบาง หากเป็นสีที่ไม่ใช่สีที่ใช้ผสมอาหาร เป็นสีต้องห้ามอันตราย หรือสีไม่ได้มาตรฐาน สารที่อยู่ในสีก็จะซึมเข้าไปตามเยื่อบุปาก และถูกกลืนกินเข้าไปในร่างกายได้ง่าย ทำให้มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งจากผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่าก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ การเลือกใช้จึงต้องพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ จากที่ อย.ได้ตรวจสอบเครื่องสำอางประเภทลิปสติก โดยเน้นในแหล่งชุมชนที่มีการจำหน่ายสินค้าราคาถูก และในจังหวัดที่ติดเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 693 ตัวอย่าง พบสีห้ามใช้ 164 ตัวอย่าง โดยลิปสติกที่ฉลากไม่ครบถ้วน หรือเป็นภาษาต่างประเทศ พบสีห้ามใช้ถึงร้อยละ 39 ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ดังนั้น วัยรุ่นที่คิดจะใช้เครื่องสำอางจึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีความปลอดภัย โดยดูจากบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ปิดผนึกแน่นหนา ที่สำคัญต้องมีฉลากระบุส่วนผสมสำคัญ แหล่งผลิต ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ข้อแนะนำการใช้อย่างชัดเจน เครื่องสำอางที่แบ่งบรรจุไม่มีฉลากไม่ควรซื้อมาใช้อย่างเด็ดขาด

ยังมีข้อมูลจาก นพ.จิโรจ สินธวานนท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ว่าหากลิปสติกมีส่วนผสมของสารต้องห้าม เช่น นิกเกิล โลหะ หรือสารตะกั่ว ซึ่งเป็นสีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง เกิดพิษรุนแรง และพิษดูดซึมเข้าระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว หรือทำให้ริมฝีปากปวดแสบปวดร้อน คัน เห่อแดง บวม หรือลอกเป็นขุย และแม้จะเป็นลิปสติกที่ได้มาตรฐาน แต่การใช้ทาบนริมฝีปากซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนวันละหลายครั้ง และสัมผัสริมฝีปากเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายกว่าผิวหนังบริเวณอื่น โดยสาเหตุมาจากน้ำหอมที่เป็นส่วนผสม หรืออาจมีสารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการแพ้

ทิ๊น1-01

นอกจากนี้ สีในลิปสติกบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ส่วนลิปสติกที่มีไขมันและน้ำมันน้อยอาจทำให้ริมฝีปากแห้งแตก ทำให้แพ้ง่าย โดยระยะในการแพ้จะอยู่ในช่วง 7-10 วัน ที่ผ่านมาพบว่าสีลิปสติกที่ทำให้ผู้ใช้แพ้มากที่สุด ได้แก่กลุ่มที่ให้สีสด คือ สีส้ม ชมพู และแดง แต่การแพ้นั้นไม่ได้เกิดทุกคน

ปกติวัยรุ่นมักจะมีริมฝีปากเป็นสีที่เป็นธรรมชาติสวยอยู่แล้ว เพราะเป็นวัยที่มีสุขภาพดี การดูแลความสะอาดริมฝีปากและทาลิปมันหรือลิปกลอส เพื่อให้ความชุ่มชื้นจึงเพียงพอแล้ว และหากมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะยิ่งช่วยให้ระบบการสูบฉีดเลือดในร่างกายดี ทำให้ปากและแก้มเป็นสีชมพูตามธรรมชาติยิ่งขึ้น ทั้งควรเลือกกินอาหารที่มีสารอาหารและวิตามินครบถ้วน ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ปากชุ่มชื้น หากต้องการจะใช้เครื่องสำอางขอให้เลือกเครื่องสำอางที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ มีการรับรองมาตรฐานถูกต้อง และควรสังเกตอาการแพ้ด้วย เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้

เป็นไงบ้างคะสาวๆ ลิปสติกแบบทินต์ที่สาวๆใช้กันนั้น ก็ควรเลือกที่มีมาตราฐานรับรองความปลอดภัยอย่างชัดเจนนะจ๊ะ อย่าเสี่ยงไปซื้อตามตลาดนัดที่ไม่ทราบยี่ห้อ หรือไม่มีการรองรับที่ชัดเจนว่าปลอดภัยหล่ะ จะได้ไม่เสี่ยงต่อสุขภาพของตัวเองกันน๊ะค๊ะ

บทความต้นฉบับ : campus-star.com

บทความเพิ่มเติม : คุณรู้จัก “ลิปสติก” มากแค่ไหน!?

LikeShare-01

Comments are closed.

Powered by WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: